อันที่จริงเราเคยมาศาลเจ้าดาไซฟุ เทนมังกูสามครั้งแล้ว ครั้งที่เอารูปมาอัพนี่เป็นครั้งที่สี่ ซึ่งเป็นครั้งเดียวที่มาแล้วฟ้าใส ถ่ายรูปได้สวย สามครั้งก่อนหน้านั้นมีทั้งฟ้าครึ้มไปจนฝนตก ถ่ายรูปไม่ได้เลยทีเดียว
 
 
ก่อนอื่นขอเล่าความเป็นมาของทีนี่ให้ฟังกันคร่าวๆก่อน ศาลเจ้าดาไซฟุ เทนมังกูนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้ท่านสึกาวาระ โนะ มิจิซาเนะ ซึ่งเป็นปราชญ์ประจำราชสำนักในสมัยเฮอัน ซึ่งท่านมิจิซาเนะถูกขุนนางอีกท่านหนึ่งวางแผนใส่ร้าย จนถูกปลดออกจากตำแหน่งและเนรเทศออกจากเกียวโตให้มารับราชการอยู่ที่ดาไซฟุ ท่านมิจิซาเนะมาอยู่ที่ดาไซฟุได้เพียงสองปีก็เสียชีวิต คาดว่าเพราะตรากตรำจากการเดินทางจากเกียวโตมาดาไซฟุและความเสียใจ วันที่ท่านเสียชีวิตวัวที่ลากเกวียนบรรทุกศพของท่านมาหยุดอยู่บริเวณนี้ ทำยังไงๆก็ไม่ยอมลากเกวียนไปต่อ จึงจัดพิธีศพท่านมิจิซะเนะที่นี่และสร้างศาลเจ้าอุทิศให้ท่านด้วย ดังนั้นศาลเจ้าดาไซฟุเทนมังกูจึงเป็นศาลเจ้าที่เชื่อว่าให้พรด้านการศึกษาเล่าเรียนค่ะ
 
และเนื่องจากท่านมิจิซาเนะชอบดอกบ๊วย บริเวณรอบศาลเจ้าจึงปลูกต้นบ๊วยไว้เยอะมาก ราวๆเดือนกุมภา-มีนา ดอกบ๊วยจะบานสวยก่อนหน้าซากุระ ซึ่งปีที่แล้วเรามาช้า ไปถึงตอนดอกบ๊วยร่วงหมดแล้ว ปีนี้ต้องแก้ตัว เก็บภาพดอกบ๊วยรอบศาลเจ้าให้ได้ ^^V
 
การไปศาลเจ้าจากหอเราสามารถนั่งรถเมล์ราวๆครึ่งชั่วโมง แต่ถ้าใครมาจากตัวเมืองฮากาตะก็สามารถนั่งรถไฟของนิชิเทตสึมาได้เช่นกัน ตัวสถานีกับป้ายรถเมล์อยู่ติดกันเลย
 
ระหว่างทางเดินไปศาลเจ้าก็จะมีร้านค้าขายขนม ของที่ระลึกกันไปตลอดทาง
 
เท่าที่สังเกตมาหลายที ร้านค้าที่นี่ขายของค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ นอกจากของที่เป็นของขึ้นชื่อของที่นั้นๆแล้ว ร้านอื่นๆ(เกินครึ่ง)ก็จะขายของของตัวเองไปแบบไม่เลียนแบบใคร อย่างร้านนี้ขายตะเกียบ
 
ขายเครื่องปั้นดินเผา
 
ขายเสื้อผ้าแบบญี่ปุ่น
 
ส่วนร้านนี้เป็นร้านโปรดของเรา มาทีไรต้องถ่ายรูปมุมนี้
 
แล้วก็เข้าไปลูบๆคลำๆของในร้านพอชื่นใจ แต่ไม่ซื้อ ฮา.. คือของมันน่ารัก แต่แอบแพงแล้วก็เป็นของจุกๆจิกๆ เหมาะจะเป็นของฝากมากกว่าจะเอาไปใช้เองเลยไม่รู้จะซื้อไปทำไม
 
 
ไม่ได้มาซะหลายเดือน มีสตาร์บัคส์แล้วเหรอเนี่ย ดีนะว่าอาคารสวย ให้อภัย(อันนี้เป็นนิสัยเสียส่วนตัว คือไม่ชอบเวลาที่มีสตาร์บัคส์ไปตั้งอยู่ในที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมหรือธรรมชาติ รู้สึกว่ามันเป็นตัวแทนความเป็นทุนนิยมที่ไม่ค่อยจะเข้ากับที่ท่องเที่ยวแนวนี้ แต่ถ้าไปตั้งในห้าง กลางเมือง อันนั้นเราเฉยๆนะ บางทีก็ซื้อกินด้วย)
 
เห็นดีเทลต่อไม้แล้วอดนึกไม่ได้ว่าสถาปนิกต้องแอบโดนช่างด่าอยู่ในใจแหง ต่อไม้หฤโหดดีแท้
 
เนื่องจากเราเคยมาศาลเจ้าสามครั้งแล้ว คราวนี้ก็เลยขอแวะออกไปเที่ยววัดโคเมียวเซ็นจิที่อยู่ใกล้ๆก่อน เลี้ยวขวาตามป้ายนี้ไปค่ะ
 
ระหว่างทางยังมีใบไม้แดงเหลือให้ดูนิดหน่อย
 
วัดโคเมียวเซ็นจิเป็นวัดเล็กๆอายุหลายร้อยปี มีสวนหินขนาดเล็กจิ๋วไว้ให้คนมานั่งขบปรัชญาได้ด้วย
เสียดายที่ตอนนี้มีการซ่อมกำแพงวัด เลยมีการกองอุปกรณ์ วัสดุก่อสร้างบนสวนหิน ถ่ายรูปออกมาไม่สวยเต็มร้อยเลยTongue out
 
วกเข้าไปดูในโบสถ์ แล้วก็เหวอเล็กๆ เพราะที่นี่ตั้งตู้หยอดค่าเข้า 200 เยนด้วย ที่เหวอไม่ใช่เพราะต้องจ่ายตังค์ แต่เพราะตอนนั้นมีแต่เหรียญ500 เยนกับเศษสิบเยนติดตัว อิฉันก็งกเกินกว่าจะหยอดทั้ง 500เยนซะด้วย แต่ถ้าจะไม่หยอดหรือหยอดแค่สิบเยน ก็รู้สึกไม่ดีอีกแหละ ทั้งๆที่ถ้าจะไม่หยอดก็ยังได้ เพราะเค้าตั้งตู้ไว้เฉยๆ ไม่มีคนเฝ้าหรือมีตั๋วให้
 
หันซ้ายหันขวาว่าจะเอายังไงดีก็ไปป๊ะเอาหนุ่มญี่ปุ่นคนนึงเข้ามาเที่ยววัดเหมือนกันพอดีเลยเข้าไปถามว่ามีเหรียญให้แลกไหม เค้าค้นเหรียญในกระเป๋าแล้วก็บอกเราว่ามีไม่ถึงห้าร้อย แต่มีเหรียญ 100 เยน 2เหรียญพอดี เอาไปเลยแล้วกัน คราวนี้เลยเหวอหนักกว่าเดิม แต่เค้าก็คะยั้นคะยอให้รับไปจนได้ สุดท้ายเราก็เลยใช้เหรียญเค้าหยอดตู้ไป ขอบคุณที่เอื้อเฟื้อนักท่องเที่ยวนะคะ
 
ด้านในโบสถ์
 
 
ด้านหลังโบสถ์เป็นระเบียงกว้างๆ ยาวตลอดแนวอาคาร สามารถนั่งชมสวนด้านหลังได้ด้วย
 
 
 
 
ออกมาจากโบสถ์ แวะเก็บภาพสวนหินอีกสักรูป
 
 
ทางขึ้นหอระฆัง
 
หอระฆัง
 
ออกจากวัดแล้วเดินต่อไปที่ศาลเจ้า เจอใบไม้เหลืองๆแดงๆระหว่างทาง แวะเก็บภาพเสียหน่อย
 
เหลืองๆแดงๆบนพื้นขาวๆ
 
มองผ่านสีเหลืองๆแดงๆขึ้นไปบนฟ้า
 
เดี๋ยวเราข้ามสะพานนี้ไปที่ตัวศาลเจ้ากันค่ะ
 
มุมสูงจากบนสะพาน
 
อย่าลืมล้างมือและบ้วนปากก่อนเข้าไปไหว้นะคะ
 
เกือบถึงแล้วค่ะ
 
ถึงแล้ว ทั่วไปก็จะยืนไหว้กันอยู่ตรงนี้ นอกจากคนที่ต้องการให้สวดมนต์ไล่เคราะห์อะไรถึงจะขึ้นไปข้างบนตัวศาลเจ้ากัน
 
อีกสักมุม
 
รอบๆก็จะเป็นบริเวณขายเครื่องราง ซึ่งก็เป็นเครื่องรางเกี่ยวกับการเรียน การสอบเข้าเป็นส่วนใหญ่
 
ตู้ทางซ้ายมือคือตู้ขายเซียมซี หยอดเหรียญ 100 เยนแล้วก็เลือกหยิบได้ตามอัธยาศัย อ่านเซียมซีแล้วก็ผูกทิ้งไว้ที่นี่(ที่เห็นเป็นราวอยู่ไกลๆนั่นแหละค่ะ) ไม่นำกลับบ้านนะคะ
 
อันนี้เป็นแผ่นไม้อธิษฐาน เรียกว่าเอมะ เขียนแล้วก็ผูกไว้ที่นี่เช่นกัน
 
อีกด้านมีขายสติ๊กเกอร์ เขียนให้กำลังใจผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อเดือนมีนาปีที่แล้ว เข้าใจว่าเงินที่ซื้อสติ๊กเกอร์ก็จะเป็นเงินบริจาคไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไป
 
ออกจากศาลเจ้าแล้วเดินถ่ายรูปรายทางไปเรื่อยๆ
 
ทานูกิเรียกลูกค้า
 
รวมมิตรผีญี่ปุ่น
 
ร้านขายอุเมะกาเอะโมจิมีราวๆสิบร้าน สำหรับเรา รสชาติเหมือนกันทุกร้าน แต่บางร้านคนต่อแถวซื้อกัน บางร้านก็ไม่มีคนต่อแถวแต่ก็มีคนแวะเวียนมาซื้อเรื่อยๆ
 
ปิดท้ายด้วยร้านข้าวหน้าปลาไหลอายุกว่า 200 ปีแถวป้ายรถเมล์ (200 ที่ว่านี่คืออายุร้านนะ ไม่ใช่อายุปลาไหลEmbarassed)
 
 
จริงๆแล้วถ้าเลี้ยวตรงสะพานที่ถ่ายรูปให้ดูตอนแรกไปทางขวามือจะเจอสวนบ๊วยใหญ่มาก แต่เพราะตอนที่ไปนั่นเป็นกลางเดือนธันวา ถึงไปก็เจอแต่กิ่งบ๊วยแห้งๆ เลยไม่ได้เดินไป ไว้เดี๋ยวพอดอกบ๊วยบานจะไปเก็บภาพมาฝากกันอีกทีค่ะ Embarassed
 
 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet